วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

เดือน ตุลาคมนี้ อยากรณรงค์ให้คนที่มีใจรักสัตว์ หรือรักความยุติธรรมช่วยกันประท้วงไม่ไปซื้อของหรือเดินเข้าห้างเอ็มโพเรียม
8-18 ตุลาคม ทางห้างกำลังจัดอีเวนท์มาร์เก็ตติ้ง ด้วยการจัดงาน “King of The Jungle” ด้วยการเอาสัตว์ป่าและพืชหายากมาตั้งไว้ภายนอกและภายในบริเวณหน้าห้าง
หรือพูดง่าย ๆคือยกสวนสัตว์มาไว้ในห้างชั่วคราว เพื่อดึงลูกค้ามาจับจ่ายใช้สอยภายในห้างแห่งนี้ โดยไม่สนใจว่าจะสร้างความเดือดร้อนให้กับสัตว์ป่าเพียงใดที่ต้องอยู่ในกรงแคบ ๆ ท่ามกลางเสียงสนั่นดังลั่นของลำโพงมหึมาที่แผดเสียงสร้างบรรยากาศแบบป่าเถื่อน
ผมเห็นลูกช้างยืนตากแดดแกว่งงวงไปมาให้เรียกแขกอยู่หน้าทางเข้า ศักดิ์ศรีของสัตว์คู่บ้านคู่เมืองมีเพียงแค่นี้ ไม่ต่างอะไรจากการที่เราประนามเจ้าของช้างที่เอาลูกช้างมาเดินขอทานตามท้องถนน
ผมเห็นลูกเสือขาว หรือลูกเสือไซบีเรียที่มีถิ่นอาศัยเดิมอยู่ในดินแดนอันหนาวเย็น กลับต้องมาอยู่ในกรงแคบ ๆ ขนาดยืนแล้วพอดีตัว มันนอนหมอบอยู่แสดงสีหน้าเครียดอย่างชัดเจน เพราะไม่สามารถเดินไปมาได้
กรงข้าง ๆเป็นนกกระจอกเทศผอมโซสองตัวยืนเศร้าซึม ไม่มีชีวิตชีวา
พอเดินเข้าไปในห้างที่ถูกเนรมิตรให้มีบรรยากาศแบบซาฮาร่า ดีเจเปิดเพลงอย่างไม่เกรงใจสัตว์ ผมเห็นตู้กระจกขนาดเล็กวางเรียงรายอยู่ตรงทางเดินตรงกลาง ภายในมีหนูแปลก ๆพันธุ์ต่าง ๆ จากทั่วโลก มาจัดแสดงให้เห็น แต่ที่น่าอนาถใจคือ แทบทุกตัว นอนคุดคู้อยู่มุมใดมุมหนึ่ง ของตู้กระจก ราวกับหาที่หลบภัย จากแสงสว่าง หรือแฟล็ชจากกล้องนานาชนิดที่รุมถ่าย แม้ว่าจะมีป้ายห้ามใช้แฟลชแล้วก็ตาม
ถัดมาผมเห็น เตกูสีแดง กิ้งก่าขนาดยักษ์จากอเมริกาใต้ขนาดตัวโตเต็มที่เมตรเศษ อยู่ในตู้กระจกขนาดเท่าตัวมันพอดี จนไม่สามารถเคลื่อนไหวไปไหนได้ โดยธรรมชาติของสัตว์ชนิดนี้ มักจะลงไปอยู่ใต้พื้นดินเพื่อพักผ่อน ผมเห็นมันพยายามใช้อุ้งเล็บตะกุยพื้นกระจกที่มีทรายอยู่เล็กน้อย จนเล็บเริ่มสึก
กรงสัตว์ส่วนใหญ่ถูกออกแบบให้พอดีกับขนาดของสัตว์ เพื่อเป็นการประหยัดพื้นที่ของห้าง
พอเดินขึ้นชั้นสอง ไฮไลท์อยู่ที่ตัวลีเมอร์ สัตว์ตระกูลลิงจากเกาะมาดากัสการ์ ปรากฏว่ามันเครียดมากอย่างเห็นได้ชัด จากการที่ต้องมาอยู่ในที่จำกัดมาก
นกแสกสัตว์หากินในกลางคืน ยังคงถูกลูกค้าของห้างกระหน่ำแฟลชเข้าลูกตาอย่างไม่ปรานี
สัตว์เหล่านี้เช่ามาสวนสัตว์เขาดิน และสวนสัตว์ไนท์ซาฟารี ให้ยืมสัตว์มาจัดแสดง ซึ่งสมควรจะได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ว่า เหมาะสมแล้วหรือกับวิธีการหาเงินกับสัตว์ป่าแบบนี้
แต่ที่ตลกร้ายคือ ผมได้รับแผ่นพับโฆษณา ข้างในมีสโลแกนของงานนี้ว่า Save The World Save The Wildlife มีคำบรรยายถึงปัญหาโลกร้อน น้ำแข็งขั้วโลกละลาย สัตว์ใกล้สูญพันธุ์ และเรียกร้องให้ช่วยกันอนุรักษ์โลก อนุรักษ์สัตว์ป่าเหล่านี้
ลำพังสัตว์หายากเหล่านี้ มันก็เครียดเป็นทุนเดิมอยู่แล้วที่ต้องถูกพรากพ่อพรากแม่ นำตัวมาจากป่าแดนไกลมาอยู่ตามสวนสัตว์ในเมืองไทย แต่ก็ยังพอโล่งอกได้นิดหนึ่งตรงที่สวนสัตว์ต่าง ๆ อย่างน้อยก็มีพื้นที่กว้างขวางพอวิ่งเล่นได้ แต่เมื่อมันถูกนำมาอยู่ในกรงคับแคบชั่วคราวภายในห้าง ความเครียดต้องมีเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน
ลองนึกถึงตัวเองที่ต้องอยู่ในกรงแคบ ๆทั้งวันทั้งคืน เดินแทบไม่ได้ ยืนยังไม่ไหว แล้วจะเข้าอกเข้าใจความเครียดของสัตว์เหล่านี้กันมั่ง
การเอาสัตว์มาโชว์ ไม่ใช่เรื่องของการอนุรักษ์สัตว์ป่า แต่เป็นเรื่องการหากินกับเครียด ความเหงา ความทุกข์ยากของสัตว์มากกว่า
ในสมุดเซ็นเยี่ยม มีหน้าหนึ่งเขียนว่า “โหดร้ายมากค่ะ สัตว์หนวกหู สัตว์อยู่ในที่จำกัด และอาจติดเชื้อโรคจากมนุษย์”
เคยถามผู้บริหารห้างบางคน ว่าเมื่อไรจะเลิกจัดสักที เพราะจัดมาหลายปีติดต่อกันแล้ว คำตอบที่ได้ ก็คือ ฝ่ายตลาดบอกว่า ลูกค้าชอบ
มันจะไม่มักง่ายไปหน่อยหรือครับ
แน่นอนว่า เราจะเห็นผู้ปกครองพาเด็กมากมายมาดูสัตว์ เพราะเป็นธรรมชาติของเด็กอยู่แล้วที่รักสัตว์ แต่เบื้องหลังของสิ่งเหล่านี้ที่เด็กคงคิดไม่ทันก็คือ การทารุณกรรมสัตว์ ที่เอามาอยู่ในกรงแคบ ๆ เด็กอยากดูสัตว์จริง ๆ ก็ควรจะพาไปที่สวนสัตว์ ไม่ใช่ยกสวนสัตว์ชั่วคราวมาเอาใจเด็กถึงในห้าง
อย่าเอาความมักง่ายของกลยุทธ์ทางการตลาดพาคนเข้าห้างด้วยการทำร้ายสัตว์ อย่าให้คนเขาวิจารณ์ว่า ผู้บริหารกิจการหมื่นล้านสร้างยอดขายบนความทุกข์ของสัตว์ป่า
มันบาปนะครับ ทารุณกับสัตว์ที่ไม่มีทางต่อสู้ได้เลย
กรุงเทพธุรกิจ 15 ตุลาคม 2552